เจ้าของบ้านจำนวนมากมักคิดว่า มุ้งลวดเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งแล้วก็ใช้งานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะขาดหรือพัง แต่ในความเป็นจริง อายุการใช้งานของมุ้งลวดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาเพียงอย่างเดียว พฤติกรรมการเปิด–ปิดในชีวิตประจำวันมีผลต่อสภาพของมุ้งมากกว่าที่หลายคนคาดคิด
มุ้งลวด โดยเฉพาะมุ้งจีบ ถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานซ้ำ ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เสื่อม การเปิด–ปิดแต่ละครั้งสร้างแรงดึง แรงพับ และแรงเสียดสีให้กับโครง ตาข่าย และรางเลื่อน หากพฤติกรรมการใช้งานไม่สม่ำเสมอ หรือใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อายุการใช้งานก็จะสั้นลงโดยไม่รู้ตัว
ในบ้านสมัยใหม่ หลายหลังมีการใช้งานมุ้งลวดมากกว่าที่คิด เช่น เปิดรับลมตอนเช้า ปิดช่วงกลางวัน เปิดอีกครั้งตอนเย็น และปิดสนิทในเวลากลางคืน นั่นหมายความว่า มุ้งลวดอาจถูกเปิด–ปิดวันละหลายรอบ หากเป็นประตูหรือหน้าต่างที่ใช้งานบ่อย แรงสะสมเหล่านี้จะค่อย ๆ ส่งผลต่อความตึงของตาข่าย และความลื่นของรางเลื่อน
ปัญหามักไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่จะเริ่มจากอาการเล็ก ๆ เช่น มุ้งเริ่มฝืด ต้องออกแรงมากขึ้น เสียงดังเวลารูด หรือจีบไม่เรียงตัวเหมือนเดิม หลายบ้านมองว่าเป็นเรื่องปกติของการใช้งาน ทั้งที่จริงแล้ว นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของการเสื่อมสภาพจากการใช้งานซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง
อีกจุดที่ถูกมองข้ามคือ “จังหวะและวิธีการเปิด–ปิด” การดึงแรงเกินไป รูดเร็วเกินความจำเป็น หรือปล่อยให้มุ้งกระแทกปลายราง ล้วนเพิ่มภาระให้กับโครงสร้างของมุ้งลวด โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ ซึ่งมักใช้งานโดยไม่ได้ระวังเรื่องแรงและทิศทาง
สภาพแวดล้อมก็มีผลเช่นกัน บ้านที่มีฝุ่นมาก ความชื้นสูง หรืออยู่ใกล้สวน เมื่อมีการเปิด–ปิดบ่อย ฝุ่นและความชื้นจะเข้าไปสะสมในรางและข้อต่อ ทำให้การเคลื่อนไหวของมุ้งลวดฝืดเร็วกว่าปกติ แม้จำนวนครั้งในการใช้งานจะไม่มาก แต่สภาพแวดล้อมกลับเร่งการเสื่อมโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ควรเข้าใจคือ ไม่มีตัวเลขตายตัวว่าการเปิด–ปิดกี่ครั้งถึงจะทำให้มุ้งลวดเสื่อม เพราะแต่ละบ้านมีปัจจัยต่างกัน สิ่งสำคัญคือการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของมุ้งลวดตั้งแต่ระยะแรก และเข้าใจว่าพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวันส่งผลต่ออายุการใช้งานจริง ไม่แพ้วัสดุหรือชนิดของมุ้งที่เลือกใช้





