การจัดสเปซและการเลือกใช้วัสดุภายใน บ้านสมัยใหม่ มักให้ความสำคัญกับหลักความโปร่งโล่ง (Open Plan) เพื่อให้พื้นที่ขนาดจำกัดในบ้านจัดสรรดูขยายกว้างและสบายตาที่สุด แต่สิ่งที่เจ้าของบ้านหลายคนคาดไม่ถึงคือ รายละเอียดบานช่องเปิดอย่างระบบ มุ้งลวด ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถเปลี่ยนห้องที่ดูกว้างขวางให้กลายเป็นห้องที่อึดอัดและแคบลงได้ในพริบตา หากเลือกประเภทของมุ้งไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานและทัศนียภาพ
ความรู้สึกแคบหรือทึบตันมักเกิดขึ้นจากการเลือกใช้ระบบ มุ้งลวด แบบกรอบบานเลื่อนถาวรหรือกรอบบานเปิดทั่วไป เนื่องจากระบบเหล่านี้นอกจากจะมีเส้นเฟรมอลูมิเนียมที่หนาเทอะทะแล้ว ตัวผ้ามุ้งยังคงขึงตึงอยู่บริเวณหน้าต่างหรือประตูตลอดเวลา แม้ในยามที่เราปิดประตูกระจกสนิทแล้วก็ตาม เส้นใยและกรอบที่คาอยู่บนช่องแสงจะทำหน้าที่เหมือนกำแพงโปร่งแสงอีกชั้นหนึ่งที่คอยกั้นสายตา ทำให้ระยะการมองเห็น (Visual Depth) ของผู้อยู่อาศัยสิ้นสุดลงแค่ที่บริเวณขอบหน้าต่าง แทนที่จะมองทะลุผ่านไปยังสวนหย่อมหรือพื้นที่สีเขียวนอกบ้าน ส่งผลให้ภายในบ้านรู้สึกแคบและอับทึบลงโดยไม่ตั้งใจ
เพื่อรักษามิติความโปร่งโล่งของบ้านยุคใหม่ นวัตกรรมอย่าง มุ้งลวดพับได้ หรือ มุ้งจีบ จึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ จุดเด่นที่ทำให้ มุ้งพับจีบ ช่วยให้บ้านดูกว้างขึ้นคือ “ความสามารถในการซ่อนตัว” เมื่อไม่ได้ใช้งาน ผ้ามุ้งทั้งหมดจะถูกรูดเก็บพับทบเข้าไปในกล่องเฟรมขนาดกะทัดรัดที่แนบเนียนไปกับวงกบประตูเดิม คืนกระจกบานใสสะอาดตาให้กับบ้าน ขจัดปัญหากรอบมุ้งลวดและแผ่นตาข่ายบดบังทัศนียภาพ ช่วยดึงเอาวิวธรรมชาติด้านนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห้อง (Borrowed Scenery) ลวงตาให้ห้องดูมีพื้นที่ลึกและกว้างขวางขึ้นอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลาที่ต้องการเปิดรับลมธรรมชาติเพื่อระบายอากาศ การเลือก ติดตั้งมุ้งจีบ ยังมอบความสะดวกสบายด้วยผ้ามุ้งที่มีความบางและละเอียดเป็นพิเศษ ลมและแสงแดดจึงส่องผ่านได้ดี ไม่เกิดความรู้สึกมืดมน ในขณะเดียวกันก็ยังคงทำหน้าที่เป็นปราการป้องกันภัยเงียบจากแมลงร้ายและ ยุงลาย พาหะนำโรค ไข้เลือดออก ได้อย่างแน่นหนาไร้ร่องรอยต่อ
การเลือกสรรระบบป้องกันแมลงที่เข้าใจในเรื่องมิติของสเปซ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฟังก์ชันกันยุง แต่คือการออกแบบสุนทรียภาพที่ช่วยให้บ้านคงความโอ่อ่า น่าอยู่ และตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด





